ประวัติการเกิดไดโนเสาร์
History
dinosaurs
จัดทำโดย
1.ด.ช.ดาเนียล อูมูดี เลขที่ 3
2.ด.ช.นันทวุฒิ เชาว์เชิด
เลขที่5
3.ด.ช.อานัส
เสะเลขที่11
4.ด.ช.อัณนัช ยูโซ๊ะ เลขที่13
ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่2/10
รายวิชาการสือสารและการนำเสนอ รหัส
120202 ภาคเรียนที 2 ปีการศึกษา 2558
ครูผู้สอน นายกฤษฎา ขวัญนาคม
โรงเรียนนราธิวาส
คำนำ
ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์
ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรามีชีวิตขึ้นเป็นครั้งแรก
และเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่หน้าเกรงขามและน่ากลัวชนิดหนึ่งที่มนุษย์ส่วนมากรู้จักเกี่ยวกับไดโนเสาร์
รายงานฉบับนี้ได้นำเสนอความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ เช่น ความหมายของไดโนเสาร์
ประเภทของไดโนเสาร์ จุดจบไดโนเสาร์ซากดึกดำบรรพ์
ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการศึกษา
หากมีข้อบกพร่องประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับคำแนะนำด้วยและคำชี้แนะเป็นอย่างยิ่ง
คณะผู้จัดทำ
ด.ช.อัณนัซ ยูโซะ
เลขที13 ม.2/10
สารบัญ
เรื่อง
หน้า
บทนำ
1
ประวัติการค้นพบ
2
ลักษณะทางชีววิทยา-วิวัฒนาการ
3
ยุคของไดโนเสาร์
8
การจำแนก
10
ชนิดของไดโนเสาร์
12
วัตถุประสงค์-ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ 13
ประวัติการเกิดไดโนเสาร์
บทนำ
ไดโนเสาร์คือสัตว์มหัศจรรย์
พวกมันครองโลกยาวนานถึง ๑๖๐ ล้านปี แพร่กระจายไปทุกทวีปทั่วโลก
กระทั่งสูญพันธุ์ไปหมดสิ้นอย่างเป็นปริศนาเมื่อราว ๖๕ ล้านปีที่แล้ว
ทว่าถึงทุกวันนี้ผู้คนทั้งหลายยังคงสนใจหรือแม้กระทั่งหลงใหลไดโนเสาร์
อาจเป็นด้วยขนาดใหญ่มหึมาน่าตื่นตะลึง
หรือรูปร่างราวสัตว์ประหลาดที่หลุดจากจินตนาการ
เรารู้ว่าพวกมันเคยดำรงชีวิตอยู่บนพื้นพิภพจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือฟอสซิลที่ถูกขุดพบมากขึ้นเรื่อย
ๆ จากหลายแหล่งทั่วโลก จึงเป็นเรื่องทีผู้เขียนสนใจที่จะศึกษาถึง
เรือง ประวัติการเกิดไดโนเสาร์
เพือเป็นการศึกษาและค้นคว้าเกียวกับการเกิดของไดโนเสาร์
“ประเทศไทยก็มีไดโนเสาร์” คงจะมีสักคนเอ่ยประโยคที่น่าตื่นเต้นนี้ตั้งแต่
๓๐ ปีที่แล้ว เพราะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙
มีการค้นพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
นับจากนั้นมาฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ถูกขุดพบจากทั่วภาคอีสาน
กระทั่งนำมาสู่การสร้าง“พิพิธภัณฑ์สิรินธร” โดยกรมทรัพยากรธรณี
ที่ภูกุ้มข้าว อ. สหัสขันธ์ จ. กาฬสินธุ์ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความรู้ด้านโบราณชีววิทยา
โดยเน้นเรื่องไดโนเสาร์เป็นหัวข้อหลัก ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า“พิพิธภัณฑ์สิรินธร” เมื่อวันที่ ๑๒
ตุลาคม ๒๕๔๙ ขณะนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมแล้ว ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการกำหนดมีขึ้นช่วงปลายปี
๒๕๕๐
ประวัติการค้นพบ
มนุษย์ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์มาเป็นเวลานับพันปีแล้ว
แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเศษซากเหล่านี้เป็นของสัตว์ชนิดใด
และพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ชาวจีนมีความคิดว่านี่คือกระดูกของมังกร ขณะที่ชาวยุโรปเชื่อว่านี่เป็นสิ่งหลงเหลือของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ จนกระทั่งเมื่อมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในปี ค.ศ. 1822 โดย กิเดียน
แมนเทล นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ไดโนเสาร์ชนิดแรกของโลกจึงได้ถูกตั้งชื่อขึ้นว่า อิกัวโนดอน เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์นี้มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับโครงกระดูกของตัวอิกัวนาในปัจจุบัน
สองปีต่อมา วิลเลียม บักแลนด์ (William Buckland) ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ก็ได้เป็นคนแรกที่ตีพิมพ์ข้อเขียนอธิบายเกี่ยวกับไดโนเสาร์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์
โดยเป็นไดโนเสาร์ชนิด เมกะโลซอรัส บักแลนดี (Megalosaurus bucklandii) และการศึกษาซากดึกดำบรรรพ์ของสัตว์พวกกิ้งก่า
ขนาดใหญ่นี้ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งในยุโรปและอเมริกา
จากนั้นในปี ค.ศ. 1842 เซอร์ ริชาร์ด โอเวน
เห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบมีลักษณะหลายอย่างร่วมกัน
จึงได้บัญญัติคำว่า ไดโนเสาร์[1] เพื่อจัดให้สัตว์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มอนุกรมวิธานเดียวกัน นอกจากนี้ เซอร์ริชาร์ด โอเวน ยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ
ขึ้น ที่เซาท์เคนซิงตัน กรุงลอนดอน เพื่อแสดงซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ รวมทั้งหลักฐานทางธรณีวิทยาและชีววิทยาอื่น ๆ ที่ถูกค้นพบ
โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งแซกซ์-โคเบิร์ก-โกทา (Prince Albert of Saxe-Coburg-Gotha) พระสวามีของสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร
จากนั้นมา
ก็ได้มีการค้นหาซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ในทุกทวีปทั่วโลก (รวมทั้งทวีปแอนตาร์กติกา) ทุกวันนี้มีคณะสำรวจซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์อยู่มากมาย
ทำให้มีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
ประมาณว่ามีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพิ่มขี้นหนึ่งชนิดในทุกสัปดาห์
โดยทำเลทองในตอนนี้อยู่ที่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศอาร์เจนตินา และประเทศจีน
ลักษณะทางชีววิทยา
ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ซึ่งพวกมันมีผิวหนังที่ปกคลุมเป็นเกล็ดเช่นเดียวกับ
งู จระเข้ หรือ เต่า กระเพาะอาหารของไดโนเสาร์กินพืช มักมีขนาดใหญ่แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเซลลูโลสของพืชทำให้บางครั้งมันจึงต้องกลืนก้อนหินไปช่วยย่อย
ส่วนไดโนเสาร์กินเนื้อจะย่อยอาหาร ได้เร็วกว่า แต่กระนั้น
ข้อมุลของไดโนเสาร์ยังไม่ทราบแน่ชัดนัก
เนื่องจากไดโนเสาร์สูญพันธ์ไปหมดเหลือเพียงซากดึกดำบรรพ์ ดังนั้น นักบรรพชีวินวิทยาจึงต้องใช้ซากฟอสซิลนี้ในการสันนิษฐานของ
ข้อมูลต่างๆ พฤติกรรม การล่าเหยื่อ
และการดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไรนัก
วิวัฒนาการ
บรรพบุรุษของไดโนเสาร์คือ อาร์โคซอร์ (archosaur) ซึ่งไดโนเสาร์เริ่มแยกตัวออกมาจากอาร์โคซอร์ในยุค ไทรแอสซิก ไดโนเสาร์ชนิดแรกถือกำเนิดขึ้นราวๆ 230 ล้านปีที่แล้ว
หรือ 20 ล้านปี หลังจากเกิดการสูญพันธุ์เพอร์เมียน-ไทรแอสซิก
(Permian-Triassic extinction event|Permian-Triassic extinction) ซึ่งคร่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกสมัยนั้นไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
สายพันธุ์ไดโนเสาร์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วหลังยุคไทรแอสซิก
กล่าวได้ว่าในยุคทองของไดโนเสาร์ (ยุคจูแรสซิก และยุคครีเทเชียส) ทุกสิ่งมีชีวิตบนพื้นพิภพที่มีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรคือไดโนเสาร์
จนกระทั่งเมื่อ
65 ล้านปีที่แล้ว
การการสูญพันธุ์ครีเทเชียส-เทอร์เทียรี (Cretaceous-Tertiary extinction) ก็ได้กวาดล้างไดโนเสาร์จนสูญพันธุ์
เหลือเพียงไดโนเสาร์บางสายพันธุ์ที่เป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบัน ยุคต่างๆของไดโนเสาร์
มหายุค
เมโสโซอิค (Mesaozoic
Era) 65-225 ล้านปี ในยุคนี้มี 3 ยุค คือ ยุค
ไตรแอสสิก ยุคจูราสสิก ยุคครีเตเซียส และยุคซีโนโซอิกในยุคไตรแอสสิกนี้
สภาพอากาศในขณะนั้นจะมี สภาพร้อนและแล้งมากขึ้นกว่าในอดีต ทำให้ต้นไม้ใหญ่น้อยในเขตร้อนสามารถเจริญเติบโตได้
ดีมาก จนกระทั่ง "ไดโนเสาร์ ตัวแรก"ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้
ไดโนเสาร์กลุ่มแรกที่ได้กำเนิด ขึ้นมาจะมีขนาดเล็กเดิน 2 เท้า
และมีลักษณะพิเศษ คือ เท้ามีลักษณะคล้ายกับเท้าของนก ต่อมา ในยุคจูราสสิกนี้
จัดว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก บรรดาพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์
ทำให้ไดโนเสาร์จำนวนมากขยายพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีร่างกายใหญ่โต
ซึ่งส่วนใหญ่จะกินพืช เป็นอาหาร และยุคนี้ยังได้ ถือกำเนิด นก
ขึ้นมาเป็นครั้งแรกอีกด้วย ต่อมาในยุคครีเตเชียสนี้ จัดว่า
เป็นยุคที่ไดโนเสาร์นั้นรุ่งเรื่องที่สุด เพราะยุคนี้ไดโนเสาร์
ได้มีการพัฒนาพันธุ์ออกมาอย่างมากมา
ยุคของไดโนเสาร์
ยุคไทรแอสสิก
การครอบ
ครองโลกของไดโนเสาร์ในยุคนี้โลกถูกปกคลุมด้วยป่าไม้จำนวนมาก
พืชตระกูลที่ใช้สปอร์ในการขยายพันธ์ประสบความสำเร็จและมีวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุด
ในป่ายุคไตรแอสสิกช่วงแรกนั้นมีสัตว์ใหญ่ไม่มากนักสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดคือแมลงปอยักษ์ที่ปีกกว้างถึง2ฟุตและได้ชื่อว่าเป็นนักล่าเวหาเพียงชนิดเดียวของยุคนี้
เนื่องจากในช่วงปลายของยุคเปอร์เมียนเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทำให้พวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก
สูญพันธุ์ไปพวกที่เหลือได้สืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงต้นยุคไตรแอสสิกในกลุ่มสัตว์เหล่านี้เจ้าซินนอกนาตัสเป็นสัตว์นักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด
ในหมู่พวกมันและในช่วงนี้เองไดโนเสาร์ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยพวกมันวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เดินด้วยขาหลังอย่างเจ้าธีโคดอนซึ่งถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์
การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ในยุคเปอร์เมียนทำให้พวกมันสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้อย่างมากมายในช่วงต้นยุคไตรแอสสิกและกลายมาเป็นคู่แข่งของพวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือ
ไดโนเสาร์ในยุคแรกเป็นพวกเดินสองขา เช่น พลาทีโอซอร์
ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของพวก ซอโรพอด หรือเจ้าซีโลไฟซิส
บรรพบุรุษของพวกกินเนื้อ นักล่าสองขาความสูง 1 เมตร การที่มันสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยสองขาหลังทำให้พวกมันมีความคล่องตัวในการล่าสูงกว่า
ซินนอกนาตัส หรืออีรีโทรซูคัสที่ยาวถึง 15 ฟุตซึ่งมีกรามขนาด
ใหญ่และแข็งแรงนักล่าเหล่านี้ได้เปรียบซินนอกนาตัสและสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆทำให้พวกนี้ต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่จะหลบหนีพวกไดโนเสาร์
และหลีกทางให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ก้าวมาครองโลกนี้แทนในที่สุด
ยุคจูราสสิก
ไดโนเสาร์ครอบครองโลกได้สำเร็จในตอนปลายยุคไตรแอสสิก
จนเมื่อเข้าถึงยุคจูราสสิกพวกมันก็ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลกในยุคนี้ผืนแผ่นดินถูกปกคลุมด้วยพืชขนาดยักษ์จำพวกสนและเฟิร์นอย่างไรก็ตามได้เริ่มมีพืชดอกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของยุคนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มของการขยายพันธุ์รูปแบบใ
หม่ของพวกพืชในยุคจูราสสิกนับได้ว่าเป็นยุคที่พวกไดโนเสาร์คอยาวตระกูลซอโรพอด(Sauropod)ขยายเผ่าพันธุ์อย่างกว้างขวางพวกมันเป็นไดโนเสาร์
ขนาดยักษ์สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีก็คือ แบรกคิโอซอรัส (Brachiosaurus) ดิปโพลโดคัส(Diplodocus) และอะแพทโตซอรัส (Apatosaurus)หรืออีกชื่อคือบรอนโตซอรัสนอกจากนี้ยังมีชนิดอื่นๆอีกมากมายสัตว์ยักษ์เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่า
เป็นสัตว์ที่โง่และไม่อาจป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าได้ทว่าในปัจจุบันนักโบราณคดีชีววิทยา
(paleontology)เชื่อว่าพวกมันใช้หางที่หนาหนักศัตรูที่มาจู่โจมซึ่งนับว่าเป็นการตอบโต้ที่น่ายำเกรงไม่น้อยและเพราะหางที่ยาว
และมีน้ำหนักมากนี่เองที่ทำให้พวกมันต้อง มีคอยาวเพื่อสร้างสมดุล ของสรีระของมัน
ยุคครีเตเซียส
ยุคครีเตเชียสเป็นยุคที่ต่อจากยุคจูแรสสิกสัตว์เลื้อยคลานเจริญมากในยุคนี้
ที่ประเทศอเมริกาก็มีการค้นพบสัตว์ทะเลที่เคยอาศัยอยุ่ในช่วงเดียวกันกับไดโนเสาร์ได้แก่
พวกพลีสิโอซอร์เช่น อีลาสโมซอรัส พวกกิ้งก่าทะเลโมซาซอร์อย่างไฮโนซอรัส และอาเครอนเป็นพวกเต่าอาศัยอยู่ในทะเล
บนท้องฟ้าก็มีเคอาร์โคโทรุสซึ่งมีขนาดปีกยาวถึง 15 เมตร
บินอยู่มากมายยุคนี้เป็นยุคที่ไดโนเสาร์มีการพัฒนาตัวเองอย่างมาก พวกซอริสเชียนที่กินเนื้อมีตัวขนาดใหญ่ได้แก่ อัลเบอร์โตซอรัส ไทรันโนซอรัสปรากฏในยุคนี้มีลักษณะดังนี้ไทรันโนซอรัสนั้นมีเล็บที่ขาหลังใหญ่โตและมีฟันแหลมยาวประมาณ
13 เซนติเมตร
เพื่อใช้จับเหยื่อพวกซอริสเชียนที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารก็ได้แก่
ออนิโตมิมัสพวกออร์นิธิสเชียนมักจะเป็นพวกกินพืชพวกที่ถูกค้นพบครั้งแรกก็ได้แก่ อิกัวโนดอน แล้วก็พบ ฮิพุชิโรโฟดอน และ
ฮาโดโรซอรัส พวกออร์นิธิสเชียน ได้แก่ ไทรเซอราทอปส์ แองคิโลซอรัส พบเจริญอยู่มากมาย
แต่ว่าก่อนจะหมดยุคครีเตเชียส
นั้นอากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไดโนเสาร์บางพวกเริ่มตายลงและสูญพันธุ์หลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีบทบาทขึ้นมาบนโลก
การจัดจำแนก
ไดโนเสาร์ถูกแบ่งออกเป็นสองอันดับใหญ่ ๆ
ตามลักษณะโครงสร้างของกระดูกเชิงกราน คือ Saurischia (เรียกไดโนเสาร์ในอันดับนี้ว่า ซอริสเชียน) ซึ่งมีลักษณะกระดูกเชิงกรานแบบสัตว์เลื้อยคลาน
มีทั้งพวกกินพืชและกินสัตว์ และ :en:Ornithischia|Ornithischia (เรียกไดโนเสาร์ในอันดับนี้ว่า ออร์นิทิสเชียน)
มีกระดูกเชิงกรานแบบนกและเป็นพวกกินพืชทั้งหมด[2]
ไดโนเสาร์สะโพกสัตว์เลื้อยคลาน หรือ ซอริสเชียน (จากภาษากรีก
แปลว่าสะโพกสัตว์พวกกิ้งก่า)
เป็นไดโนเสาร์ที่คงโครงสร้างของกระดูกเชิงกรานตามบรรพบุรุษ
ซอริสเชียนรวมไปถึงไดโนเสาร์เทอโรพอด (theropod) (ไดโนเสาร์กินเนื้อเดินสองขา)
และซอโรพอด (sauropod) (ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว)
ไดโนเสาร์สะโพกนก หรือ ออร์นิทิสเชียน (จากภาษากรีก แปลว่าสะโพกนก)
เป็นไดโนเสาร์อีกอันดับหนึ่ง ส่วนใหญ่เดินสี่ขา และกินพืช
ไดโนเสาร์ในวัฒนธรรมสมัยนิยม
แม้ว่ายุคสมัยของไดโนเสาร์สิ้นสุดลงเป็นเวลาหลายสิบล้านปีแล้ว
แต่ปัจจุบันไดโนเสาร์ยังคงปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมและวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ นิยายหลายเล่มมีการกล่าวถึงไดโนเสาร์
เช่น เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน, เดอะลอสต์เวิลด์ (:en:The Lost
World (Arthur Conan Doyle)|The Lost World) ของ เซอร์ อาเทอร์ โคแนน ดอยล์, และ "จูราสสิค
พาร์ค" (ซึ่งถ้าสะกดตามหลักการถ่ายคำต้องสะกดเป็น
จูแรสซิกพาร์ก) ของ ไมเคิล
ไครช์ตัน (Michael Crichton) ไม่เพียงแต่ในหนังสือนิยายเท่านั้น
การ์ตูนสำหรับเด็กก็มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์ด้วยเช่นกัน เช่นในเรื่อง มนุษย์หินฟลินท์สโตน (The Flintstones) โดราเอมอน ตำรวจกาลเวลาและก๊องส์
นอกจากนี้
ไดโนเสาร์ยังได้ปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น คิงคอง (ปี ค.ศ. 1933) และ จูราสสิค พาร์ค (ปี ค.ศ. 1993) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องหลังนี้ดัดแปลงมาจากนิยายของ
ไมเคิล ไครช์ตัน และประสบความสำเร็จอย่างสูง
เป็นการปลุกกระแสไดโนเสาร์ให้คนทั่วไปหันมาสนใจกันมากขึ้น ในปีค.ศ. 2000
Walt Disney ได้นำไดโนเสาร์มาสร้างเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชัน
ชื่อเรื่องว่า Dinosaur
ในปี 2549 มีภาพยนตร์เรื่องเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) ชื่อ Night at the Museum ของ ชอน เลวี่ (Shawn Levy) มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสิ่งต่างๆในพิพิธภัณฑ์ที่ต้องคำสาบให้กลับมีชีวิตขึ้นมาในตอนกลางคืน มีตัวเอกตัวหนึ่งเป็นไดโนเสาร์ชื่อซู (Sue) ซึ่งเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ทีเร็กที่มีความสมบูรณ์ที่สุด มีขนาดลำตัวยาวกว่า 12.8 เมตร และความสูงถึงสะโพก 4 เมตร [3] ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Field Museum ที่ชิคาโก
ระหว่าง 23 กรกฎาคม - 30 กันยายน พ.ศ. 2550 ทางองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช) ได้นำโครงกระดูกของซู
มาจัดแสดงร่วมกับไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 5 ปทุมธานี
ในประเทศไทย
ไดโนเสาร์ได้รับเลือกให้เป็นสัตว์ประจำจังหวัดของจังหวัดขอนแก่น ส่วนในภาษาไทยนั้น
ไดโนเสาร์มีความหมายนัยประวัติสำหรับใช้เรียกคนหัวโบราณ ล้าสมัย
และน่าจะสูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้ว บ้างก็ใช้ว่า ไดโนเสาร์เต่าล้านปี
ชนิดของไดโนเสาร
แองคิโลซอรัส (Ankylosaurus)
เริ่มต้นตัวแรกด้วยไดโนเสาร์กินพืชซึ่งมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ นักบรรพชีวินวิทยาให้ฉายาพวกมันว่า รถถังที่มีชีวิต มีที่มาจากเกราะป้องกันซึ่งเต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม ร่างกายของมันมีความยาวตั้งแต่หัวจรดหาง 30 ฟุต มีน้ำหนักรวม 60 ตัน และมีชีวิตอยู่เมื่อ 66-68 ล้านปีก่อน
อะแพโทซอรัส (Apatosaurus)
ความน่าสนใจของ อะแพโทซอรัส จัดเป็นหนึ่งในสัตว์บกขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยบนโลกใบนี้ เราขอรับรองว่าคุณจะต้องทึ่งเมื่อทราบว่า ความยาวของมันมีขนาดเท่ารถโรงเรียน 2 คัน และมีน้ำหนักช่วงโตเต็มวัยเท่ากับช้างแอฟริกัน 4 ตัวเลยทีเดียว ส่วนถิ่นกำเนิดของมันอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือราว 150 ล้านปีก่อน
บารีโอนิกซ์ (Baryonyx)
เริ่มต้นตัวแรกด้วยไดโนเสาร์กินพืชซึ่งมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ นักบรรพชีวินวิทยาให้ฉายาพวกมันว่า รถถังที่มีชีวิต มีที่มาจากเกราะป้องกันซึ่งเต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม ร่างกายของมันมีความยาวตั้งแต่หัวจรดหาง 30 ฟุต มีน้ำหนักรวม 60 ตัน และมีชีวิตอยู่เมื่อ 66-68 ล้านปีก่อน
อะแพโทซอรัส (Apatosaurus)
ความน่าสนใจของ อะแพโทซอรัส จัดเป็นหนึ่งในสัตว์บกขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยบนโลกใบนี้ เราขอรับรองว่าคุณจะต้องทึ่งเมื่อทราบว่า ความยาวของมันมีขนาดเท่ารถโรงเรียน 2 คัน และมีน้ำหนักช่วงโตเต็มวัยเท่ากับช้างแอฟริกัน 4 ตัวเลยทีเดียว ส่วนถิ่นกำเนิดของมันอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือราว 150 ล้านปีก่อน
บารีโอนิกซ์ (Baryonyx)
ไดโนเสาร์เจ้าของน้ำหนัก 2
ตัน และความยาวกว่า 30 ฟุต มักอาศัยอยู่ตามสันดอนแม่น้ำในทวีปยุโรป
บารีโอนิกซ์ จัดเป็นไดโนเสาร์กินปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง
แถมกรงเล็บอันแหลมคมก็ทำให้มันเป็นนักล่าที่เก่งกาจไม่แพ้ใครอีกด้วย
ไดมอร์โฟดอน (Dimorphodon)
ชื่อของไดโนเสาร์บินได้ ไดมอร์โฟดอน มีความหมายว่าฟัน 2 แบบ จุดเด่นของมันจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการบดเคี้ยวอย่างมีประสิทธิภาพ กรามขาใหญ่ ฟันอันแหลมคม และดวงตาขนาดยักษ์ คืออาวุธชั้นยอดสำหรับการล่าปลาหรือเหยื่อประเภทอื่นมาเป็นอาหาร
เอ็ดมอนโตซอรัส (Edmontosaurus)
ลักษณะทั่วไปของเจ้า เอ็ดมอนโตซอรัส คือไดโนเสาร์ปากเป็ดเจ้าของความยาว 35 ฟุต และน้ำหนัก 4 ตัน ซึ่งถึงแม้จะเป็นไดโนเสาร์ตัวใหญ่แต่ของโปรดของมันคือผักและผลไม้ ส่วนถิ่นกำเนิดของมันอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ
แกลลิไมมัส (Gallimimus)
หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าเจ้าไดโนเสาร์ แกลลิไมมัส มีหน้าตาคล้ายนกกระจอกเทศแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน ความสามารถพิเศษของมันคือการวิ่งด้วยความเร็วถึง 30 ไมล์/ชั่วโมง นอกจากนี้ลักษณะนิสัยของมันคือชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงและชอบกินพืชเป็นอาหาร
ไดมอร์โฟดอน (Dimorphodon)
ชื่อของไดโนเสาร์บินได้ ไดมอร์โฟดอน มีความหมายว่าฟัน 2 แบบ จุดเด่นของมันจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการบดเคี้ยวอย่างมีประสิทธิภาพ กรามขาใหญ่ ฟันอันแหลมคม และดวงตาขนาดยักษ์ คืออาวุธชั้นยอดสำหรับการล่าปลาหรือเหยื่อประเภทอื่นมาเป็นอาหาร
เอ็ดมอนโตซอรัส (Edmontosaurus)
ลักษณะทั่วไปของเจ้า เอ็ดมอนโตซอรัส คือไดโนเสาร์ปากเป็ดเจ้าของความยาว 35 ฟุต และน้ำหนัก 4 ตัน ซึ่งถึงแม้จะเป็นไดโนเสาร์ตัวใหญ่แต่ของโปรดของมันคือผักและผลไม้ ส่วนถิ่นกำเนิดของมันอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ
แกลลิไมมัส (Gallimimus)
หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าเจ้าไดโนเสาร์ แกลลิไมมัส มีหน้าตาคล้ายนกกระจอกเทศแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน ความสามารถพิเศษของมันคือการวิ่งด้วยความเร็วถึง 30 ไมล์/ชั่วโมง นอกจากนี้ลักษณะนิสัยของมันคือชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงและชอบกินพืชเป็นอาหาร
อินโดไมนัส
เร็กซ์ (Indominous Rex)
DNA จากไดโนเสาร์สายพันธุ์แกร่งอย่าง กิก้าโนโตซอรัส (Giganotosaurus), รูกอปส์ (Rugops), มาจุงกาซอรัส (Majungasaurus) และคาร์โนทอรัส (Carnotaurus) ถูกหลอมรวมกลายเป็น อินโดไมนัส เร็กซ์ หรือ ไอเร็กซ์ ไดโนเสาร์พันธุวิศวกรรมที่ถูกสร้างสรรค์สำหรับสวนสนุก Jurassic World โดยเฉพาะบริษัทเจ้าของสวนสนุกอย่าง The Masrani Global Corporation ตั้งใจสร้างไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ให้กลายเป็นแม่เหล็กชิ้นใหม่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ แต่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ
เมเทรียแคนโทซอรัส (Metriacanthosaurus)
ชื่อเสียงของ เมเทรียแคนโทซอรัส เป็นที่รู้จักในฐานะไดโนเสาร์เท้าแบนและมีกระดูกสันหลังยาวตรง ขนาดของมันมีความยาวตั้งแต่หัวจรดเท้า 26 ฟุต ที่มาพร้อมกับน้ำหนัก 1 ตัน แต่น่าเสียดายที่มันต้องกลายเป็นอาหารของไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่นอยู่ร่ำไป
ไมโครเซราตุส (Microceratus)
ว่ากันตามจริง ไมโครเซราตุส อาจเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในเรื่อง Jurassic World โดยร่างกายตั้งแต่หัวจรดหางมีความยาวเพียง 2.5 ฟุต และมีน้ำหนักเพียง 14 ปอนด์ อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของพวกมันคือจะงอยปากขนาดสั้นที่เพียงพอสำหรับการกัดกินกิ่งไม้และใบไม้เพื่อประทังชีวิต
แพคิเซอฟาโลซอรัส (Pachycephalosaurus)
จุดเด่นที่ทำให้หลายคนรู้จัก แพคิเซอฟาโลซอรัส คือความแข็งแกร่งของกะโหลกที่มีความหนาสูงสุดถึง 10 นิ้ว นอกจากนี้รูปลักษณ์ภายนอกของมันยังมีตุ่มเล็ก ๆ ปกคลุมบริเวณจมูกและศีรษะ โดยอาหารโปรดของมันคือเมล็ดพืชและผลไม้ชนิดต่าง ๆ
พาราซอโรโลฟัส (Parasaurolophus)
เห็นหงอนใหญ่โผล่มาขนาดนี้ก็รู้ได้ทันทีเลยว่านี่คือเจ้า พาราซอโรโลฟัส ไดโนเสาร์เจ้าของความยาว 40 ฟุต และหนักกว่า 2 ตัน โดยคุณสมบัติของหงอนรูปร่างคล้ายหนอนมีไว้สร้างความน่าเกรงขามระหว่างล่าเหยื่อ ซึ่งคุณสามารถพวกเห็นพวกมันได้ในสวนสนุก Jurassic World บริเวณหุบเขาแกลลิไมมัส
เทอราโนดอน (Pteranodon)
เทอราโนดอน จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานบินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Jurassic World อันมีที่มาจากความกว้างระหว่างปีกทั้งสองข้าง 20 ฟุต และน้ำหนักตัวอีก 70 ปอนด์ อย่างไรก็ตาม เทอราโนดอน ถูกจัดอยู่ในหมวดไดโนเสาร์กินพืชและมีอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่าบอกใคร
DNA จากไดโนเสาร์สายพันธุ์แกร่งอย่าง กิก้าโนโตซอรัส (Giganotosaurus), รูกอปส์ (Rugops), มาจุงกาซอรัส (Majungasaurus) และคาร์โนทอรัส (Carnotaurus) ถูกหลอมรวมกลายเป็น อินโดไมนัส เร็กซ์ หรือ ไอเร็กซ์ ไดโนเสาร์พันธุวิศวกรรมที่ถูกสร้างสรรค์สำหรับสวนสนุก Jurassic World โดยเฉพาะบริษัทเจ้าของสวนสนุกอย่าง The Masrani Global Corporation ตั้งใจสร้างไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ให้กลายเป็นแม่เหล็กชิ้นใหม่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ แต่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ
เมเทรียแคนโทซอรัส (Metriacanthosaurus)
ชื่อเสียงของ เมเทรียแคนโทซอรัส เป็นที่รู้จักในฐานะไดโนเสาร์เท้าแบนและมีกระดูกสันหลังยาวตรง ขนาดของมันมีความยาวตั้งแต่หัวจรดเท้า 26 ฟุต ที่มาพร้อมกับน้ำหนัก 1 ตัน แต่น่าเสียดายที่มันต้องกลายเป็นอาหารของไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่นอยู่ร่ำไป
ไมโครเซราตุส (Microceratus)
ว่ากันตามจริง ไมโครเซราตุส อาจเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในเรื่อง Jurassic World โดยร่างกายตั้งแต่หัวจรดหางมีความยาวเพียง 2.5 ฟุต และมีน้ำหนักเพียง 14 ปอนด์ อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของพวกมันคือจะงอยปากขนาดสั้นที่เพียงพอสำหรับการกัดกินกิ่งไม้และใบไม้เพื่อประทังชีวิต
แพคิเซอฟาโลซอรัส (Pachycephalosaurus)
จุดเด่นที่ทำให้หลายคนรู้จัก แพคิเซอฟาโลซอรัส คือความแข็งแกร่งของกะโหลกที่มีความหนาสูงสุดถึง 10 นิ้ว นอกจากนี้รูปลักษณ์ภายนอกของมันยังมีตุ่มเล็ก ๆ ปกคลุมบริเวณจมูกและศีรษะ โดยอาหารโปรดของมันคือเมล็ดพืชและผลไม้ชนิดต่าง ๆ
พาราซอโรโลฟัส (Parasaurolophus)
เห็นหงอนใหญ่โผล่มาขนาดนี้ก็รู้ได้ทันทีเลยว่านี่คือเจ้า พาราซอโรโลฟัส ไดโนเสาร์เจ้าของความยาว 40 ฟุต และหนักกว่า 2 ตัน โดยคุณสมบัติของหงอนรูปร่างคล้ายหนอนมีไว้สร้างความน่าเกรงขามระหว่างล่าเหยื่อ ซึ่งคุณสามารถพวกเห็นพวกมันได้ในสวนสนุก Jurassic World บริเวณหุบเขาแกลลิไมมัส
เทอราโนดอน (Pteranodon)
เทอราโนดอน จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานบินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Jurassic World อันมีที่มาจากความกว้างระหว่างปีกทั้งสองข้าง 20 ฟุต และน้ำหนักตัวอีก 70 ปอนด์ อย่างไรก็ตาม เทอราโนดอน ถูกจัดอยู่ในหมวดไดโนเสาร์กินพืชและมีอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่าบอกใคร
สเตโกซอรัส (Stegosaurus)
หากพูดถึงไดโนเสาร์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามที่สุด สเตโกซอรัส น่าจะติดหนึ่งในรายชื่อเหล่านั้นอย่างแน่นอน สัตว์กินพืชขนาดยักษ์ตัวนี้มีแผงเกล็ดจำนวน 17 แผ่นเรียงตั้งแต่ลำคอไปจนถึงบั้นท้าย ส่วนบริเวณหางมีหนามแหลมไว้ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นที่ดุร้าย เมื่อใดก็ตามที่ถูกคุกคาม สเตโกซอรัส จะกลับหลังหันแล้วใช้หางที่มีหนามแหลมเป็นอาวุธข่มขู่ ลักษณะอื่น ๆ ของมันคือความยาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายหาง 30 ฟุต และน้ำหนัก 5 ตัน
ซูโคไมมัส (Suchomimus)
ความสามารถพิเศษของเจ้า ซูโคไมมัส คือทักษะการว่ายน้ำอันโดดเด่นจนถูกขนานนามว่ามีลักษณะคล้ายจระเข้ นอกจากนี้มันยังมีกงเล็บขนาดใหญ่ที่ใช้จับปลาได้อย่างแม่นยำ รวมน้ำหนักของสัตว์โบราณตัวนี้อยู่ที่ 3 ตัน และมีความยาวจากหัวจรดหาง 35 ฟุต
ไทรเซอราท็อปส์ (Triceratops)
หลายคนอาจรู้จักไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ในนาม ไดนาเสาร์สามเขา ที่มีน้ำหนักมากถึง 10 ตัน และเกิดมาจากไข่ที่มีขนาดเท่าผลแคนตาลูป เขาหรือนอข้างหนึ่งของมันตั้งอยู่บริเวณจมูก ส่วนเขาอีก 2 ข้างที่อยู่ศีรษะใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวจากศัตรูรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ไทรเซอราท็อปส์ ชอบกินพืชเป็นส่วนใหญ่
ไทแรนโนซอรัส
เร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex)
ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ หรือที่รู้จักในชื่อสั้น ๆ ว่า ทีเร็กซ์
คือหนึ่งในสัตว์บกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยอาศัยอยู่บนพื้นโลก
จากการค้นพบซากฟอสซิลของพวกมันทำให้เราทราบว่า
ฟันของเจ้าทีเร็กซ์ถูกออกแบบมาเพื่อพวกมันโดยเฉพาะ ด้านขนาดอันใหญ่โตของมันมีความยาว40 ฟุตและมีน้ำหนัก 9
ตัน
